First Ride Review: Scrambler Cafe Racer the story from 1960s.

แม้ที่ผ่านมาตั้งแต่เปิดตัวรถ Ducati Scrambler รถรุ่นนี้ถือว่าเป็นรถที่มีโมเดลย่อยให้เลือกเยอะเป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ แถมมีการจัดการประกวดแข่งขัน แต่งรถ Scrambler ในรูปแบบ Custom ในชื่องานระดับโลกว่า Custom Rumble ซึ่งมีผู้ใช้รถรุ่นนี้จากทั่วโลกให้ความสนใจส่งรถเข้าร่วมประกวดมากมายและที่สำคัญถ้าใครได้ตามข่าวจะรู้ว่า รถจากเมืองไทยเราได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยเข้าประกวดรอบสุดท้ายและประกาศผลรางวัลที่งาน World Ducati Week 2016 เมื่อปลายปีที่แล้วที่่ผ่านมาครับ แต่แม้กระนั้นเสน่ห์ของการแต่งรถ Scramblerซึ่งหมายถึงการผสมผสานก็ยังไม่หมดไป และเมื่อถึงเวลาอันสมควร ทางดูคาติก็ไม่พลาดที่จะนำเจ้ารถ Ducati Scrambler มาแต่งหน้าแต่งตาเสียใหม่ ให้โดนใจใครหลายคนและนำออกขายนะครับ โดยในปี 2017 นี้ ดูคาติ จัดหน้าแต่งตา Scrambler ออกมาใหม่ 2 รุ่นด้วยกัน นั่นคือ Scrambler Cafe Racer และ Scrambler Desert Sled

 

โดยในคราวนี้ ผมจะขอรีวิวการขับขี่ Scrambler Cafe Racer ในเมืองกรุง ผ่านรถติด มุดแทรกช่องว่าง รวมถึงท่านั่ง การวางแขน อัตราเร่ง ความร้อน ให้ได้เห็นภาพกันครับ เพราะสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ในรถคันนี้ทั้งสีใหม่ที่เค้าเรียกว่า black coffee ผสานกับล้อสีทอง เบาะนั่งใหม่ที่มีลายเป็นเอกลักษณ์ เพลทหมายเลข 54 และที่สำคัญคือการใส่ “แฮนด์จับโช๊ค” ให้มาจากโรงงานเลยครับ

โดยโอกาสในการได้ทดลองรถครั้งนี้ เกิดจากในงาน Ducati&Nikon Photo Meeting Party ทางดูคาติ ไทยแลนด์ ได้นำรถ Scrambler Cafe Racerมาจัดแสดงและให้ทุกๆท่านได้ทดลองขับขี่ครับ ต้องขอขอบคุณไว้ด้วย(และขออภัยหากลองนานไปนิดครับ(ฮา) ^^’) ใครสนใจกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ ติดตามกิจกรรมอื่นๆต่อไปได้ในเฟสบุคแฟนเพจ Ducati Thailand นะครับ

 

มาเริ่่มกันที่สัดส่วนของตัวรถกับผู้ขับขี่กันก่อนครับ !!

ผู้ขับขี่ สูง 174 ซม.ครับ จากการนั่งคล่อมดูมิติรถ บอกได้ว่าคนสูง 160 ซม.ก็ขี่ถึงได้ไม่ยากครับ ท่านั่ง ๆ สบาย เมื่อผมลองก้มเอามือโน้มจับแฮนด์บาร์ เพื่อดูองศาของแฮนด์จับโช๊คว่ามีผลต่อการขับขี่แค่ไหนก็รู้สึกได้ว่า พอดีครับ ไม่ก้มมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้เป็นแฮนด์บาร์สูงจนเหมือนขี่ปกติ คือ แม้ว่าจะเป็นแฮนด์จับโช๊ค แต่แฮนด์ที่ดูคาติเซ็ทมานั้น มันจะจับโช๊คแล้วยกขึ้นนิดนึงครับ ทำให้ตำแหน่งแฮนด์อยู่สูงขึ้นมาจากหัวโช๊คนิดหน่อย เวลาก้มลงจับกริป เลยไม่ถึงกับเมื่อยข้อมือ เพราะน้ำหนักยังลงไม่มากครับ ให้ความรู้สึกน้ำหนักที่ถ่ายเทระหว่างข้อมือ กับหลังและก้น ประมาณ 50/50 ได้ครับ

 

 

รูปลักษณ์ของรถ !!

คือก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีตัว Cafe Racer ออกมา หลายๆท่านที่เป็นเจ้าของDucati Scrambler ก็พยายามที่จะแต่งรถมาแนวๆ นี้อยู่แล้วครับ เลยต้องบอกว่ารูปลักษณ์มัน“สวยงามสุดๆ” มิติ มุมองศา การเล่นสีทองกับดำกาแฟ และเพลทโลโก้ต่างๆ ผมว่าจัดออกแบบมาได้ดีจะขี่ท่าไหน ยังไงก็หล่อครับ จริงๆ ขนาดในกลุุ่ม Ducati Scrambler ด้วยกันยังชื่นชมการแต่งรถรุ่นนี้ของทางDucatiเลยครับ ถ้ามีชิ้นงานเทียบใส่ สงสัยได้มีเสียสตางค์ซื้อของแต่งรุ่นนี้มายัดใส่่รถตัวเองเป็นแน่

 

  • ซ้าย – ภาพ Ducati Scrambler Cafe Racer แบบเต็มคัน จอดหน้างานรอให้ทดสอบขับขี่
  • ขวาบน – โช๊คอัพหลัง Kayaba สามารถปรับพรีโหลดได้
  • ขวากลาง – แฮนด์จับโช๊ค และกระจกปลายแฮนด์ทรงกลม เรทโทรไปอีก
  • ขวาล่าง – ท่อเทอมิคโนนิ ติดตั้งมาให้จากโรงงาน

 

 

  • ซ้ายบน – บริเวณอกหน้าของเครื่องยนต์ ไม่มีหม้อน้ำ เพราะระบายความร้อนด้วยอากาศ
  • ซ้ายกลาง – หน้าปัทม์ และประกับ รวมถึงแฮนด์จับโช๊ค ออกแบบมาสวยงามมากและรายละเอียดเนี๊ยบเก็บสายไฟได้ดี
  • ซ้ายล่าง –  ไฟท้าย และไฟเลี้ยว
  • ขวา –  ล้อสีทอง อัลลอยย์ ขนาด 17 นิ้ว ทั้งหน้าและหลัง

 

เรื่องราวของ เพรทหมายเลข 54 คือ ?

สำหรับแผ่นป้ายตัวเลข (Plate Number) 54 นั้น  มันคือเลขประจำตัวของนักแข่งชาวอิตาเลี่ยนในตำนานของดูคาติ ในช่วงปี 1960s ที่ชื่อว่า Bruno Spaggiari  ที่ขี่รถดูคาติ 350cc ซึ่งนักออกแบบ Ducati Cafe Racer ต้องการสื่อถึงตำนานรถคาเฟ่เรเซอร์ ที่ส่งผ่านจากอดีตมาถึงรถในรุ่นปัจจุบันครับ

 

 

เมื่อทดลองขับขี่ !!

ผมบรรจงค่อยๆ บิดรถแล้วเลี้ยวออกไปที่ถนนใหญ่ ในใจก็พยายมรื้อฟื้นความทรงจำถึงฟิลลิ่งการขับขี่ Ducati Scrambler รุ่นอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น Scrambler Icon หรือ Scrambler Full trouttle ซึ่งผมจดจำได้ดีครับว่า Scrambler ที่เคยขี่มารุ่นก่อน ๆ มันมีแรงบิดที่”รุนแรง”มาก คือ ถ้าบิดไม่ระวัง หรือที่ข้างอุ้งมือขวาไม่ได้หนีบตุ้มปลายแฮนด์เพื่อคอยไล่ระยะการบิดคันเร่ง ยังไงก็มีบิดหน้าหงายครับ ยิ่งสำหรับผมซึ่งมีแฟนคอยซ้อนด้วยยิ่งต้องระวังเพราะคนซ้อนมีโอกาสหงายตกรถได้ครับ

 

 

แต่เอาเข้าจริง พอได้บิด Ducati Scrambler Cafe Racer คันนี้เข้าเต็มๆ ฟิลลิ่งที่เคยต้องระวังมันกลับเปลี่ยนไปครับ รถคันนี้ แม้เครื่องยนต์จะ cc.เท่ากันแต่แรงบิด ผมคอนเฟิมว่ามันเบาลงครับ คือ มันค่อยๆ ไล่ความเร็วขึ้นแบบเป็นมิตรกับผู้ขับขี่มากๆ(คล้ายๆ monster 797เลย) ทำให้เราไม่ต้องระวังแรงบิดของรถเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ แต่แรงบิดเบาลงไม่ได้แปลว่ารถจะช้านะครับ พอบิดติดมือปั๊บ รถก็ให้กำลังส่งเหลือเฟือ แซงรถคันอื่นได้สบายๆครับ

พอถึงช่วงรถติด และต้องมุด โดยส่วนตัว กระจกปลายแฮนด์ยังทำให้มุดลำบากอยู่ครับ เพราะมันกว้างออกไปจากแฮนด์อีก (และผมก็กลัวรถทดสอบเป็นรอยด้วย^^’) ความรู้สึกนี้มันจะคล้ายๆกับรถไฮเปอร์โมตาร์ดรุ่นเก่า ประมาณปี 2011 ครับ กระจกจะยื่นต่อออกไปจากแฮนด์ทำให้ช่วงกว้างรถเมื่อรวมกระจก กว้างมาก มุดไม่ค่อยได้ครับ แต่ตัว Cafe Racer เอง ยังไม่ได้กว้างขนาดนั้นนะครับ เพียงแต่มันก็ไม่ได้สะดวกมุดเหมือนรุ่นพี่มันก่อนหน้านี้ครับ ที่สำคัญคือ กระจกกลมแบบนี้ มันช่างเข้ากันกับภาพรวมของรถครับ ดูคลาสสิคสุดๆ และทัศนวิสัยก็มองได้ดีครับ ไม่ได้ลำบากหรือมีมุมอับมากมายอะไร

 

 

แล้วท่านั่งตอนขี่รถเป็นอย่างไร?

สำหรับท่านั่งของรถคันนี้ เนื่องจากเป็นแฮนด์จับโช๊ค จึงทำให้เราต้องยื่นแขนก้มลงไปจับแฮนด์รถต่ำกว่ารถรุ่นอื่นๆครับ แต่องศาไม่ได้เตี้ยซะจนเราเมื่อยหลัง แถมเกียร์โยงพักเท้าก็ออกแบบมารับกับตำแหน่งการนั่งนี้ได้ดีครับ

  • เส้นสีแดง – คือ ตำแหน่งวางแขนเดิมของ Scrambler Icon
  • เส้นสีเหลือง – คือ ตำแหน่งวางแขนของ Scrambler Cafe Racer

ผมเองได้ลองขี่ทั้งตอนจังหวะที่รถทำความเร็วและในช่วงรถติด จนถึงต้องจอดรถรอติดไฟแดง เพื่อจับฟิลลิ่งการนั่งแล้ว ต้องขอชื่นชมการออกแบบแฮนด์ครับ เพราะจากที่ได้ลองขับขี่จริง ซึ่งมีจังหวะหลากหลาย ทั้งช่วงบิดเร่งซึ่งเราต้องโหนยื้อกับแฮนด์ไว้ และช่วงรถติดที่เราต้องทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ข้อมือรู้สึกได้ว่ามัน “ไม่เมื่อย” เท่าที่คิดไว้ครับ ถามว่าเมื่อยไหม ผมว่าถ้าขี่นาน ๆ ต้องเมื่อยกว่าScrambler ปกติแน่นอน แต่มันรับได้ครับ ไม่ได้รู้สึกเมื่อยมากมายอะไร แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือท่าขี่ที่ก้มหลังมากหน่อย ซึ่งดูแล้วมันเท่ห์เข้ากับคาแรคเตอร์รถที่บอกว่าตัวเองเป็น Cafe Racer เหลือเกินครับ

 

ความร้อนที่ทุกคนต้องคิดถึง ?

รถคันนี้เท่าที่ขี่ในเมืองฝ่ารถติดบนถนนเพชรเกษม(ย่านบางแค) บอกได้ว่าร้อนสมตัวครับ เครื่องยนต์นั้นระบายความร้อนด้วยอากาศ ดังนั้น ถ้าไม่วิ่ง มันจะร้อนครับ แต่พอได้วิ่ง แม้เพียงเล็กน้อย ความร้อนสะสมนั้นก็จะหายไปทันที ผมว่าใส่ขาสั้นขี่ก็พอไหวครับคันนี้ แต่ถ้าจอดติดไฟแดงกลางแดด อาจต้องมีเบียงขา ขยับหาที่หลบลมร้อนกันบ้างนะครับ

ราคาขายต่อ?

ผมอยากจะพูดเรื่องนี้นิดนึง ด้วยความที่รถมันค่อนข้างเป็น Top Line ของ Scrambler ซึ่งคาแรคเตอร์รถที่ออกมาโดดเด่นมาก ในความเป็น Cafe Racer ดังนั้นผมเชื่อว่าราคาขายต่อจะไม่ตกมากครับ คล้าย ๆ กรณีของรถ Ducati Monster Diesel ที่เคยนำมาขายในไทย ณ.ปัจจุบันราคาก็ไม่ค่อยตก แถมมีคนหาเก็บกันด้วยสิครับ

บทสรุป

รถคันนี้ออกแบบมาให้ “หล่อตั้งแต่เกิด” คนที่ซื้อไปแทบไม่ต้องไปแต่อะไรเพิ่มแล้วครับ ทั้งท่อ กระจก ชุดสี ดูลงตัวไปเสียหมด เหมาะกับคนที่ชอบรถสไตล์ Cafe Racer จากค่ายดูคาติ ที่ออกจากโรงงานแท้ๆไม่ต้องไปหาอะไหล่มายำใส่กันให้ช้ำรถ ส่วนบุคลิกของเครื่องยนต์นั้นให้อารมณ์ขี่ชิวล์ๆ ไม่ได้กระแทกกระทั้นเป็น Racer สักเท่าใด ผมว่ามันเหมาะกับการขับขี่ในเมือง ขี่ไปกินกาแฟยามเช้า หรือท่องราตรีหาของอร่อยกินยามดึก ไม่ต้องพกของสัมภาระอะไรมากมาย ใส่หมวกแนวๆ วินเทจสักนิด ถุงมือหนังสักหน่อย รับรองว่ารถคันนี้เท่ห์ไม่เป็นรองใครครับ แต่ถ้าโดยปกติเป็นคนชอบใช้ชีวิตการเดินทางไกลกับสองล้อ รถคันนี้อาจไม่เหมาะสักเท่าไหร่ เพราะนอกเหนือจากแรงลมที่ปะทะร่างแล้ว ท่านั่งยังก้มกว่าปกติ ซึ่งก็จะเมื่อยกว่าปกติเช่นกัน

สนนราคาขายอยู่ที่  449,900 บาท 
เพื่อนๆท่านใดสนใจรถรุ่นนี้ลองติดต่อสอบถามศูนย์บริการดูคาติใกล้บ้านได้ครับ บางที่มีรถให้ทดสอบขับขี่ด้วย ไปลองขี่ ลองเร่ง ลองเบรคให้สมใจดูนะครับ ว่ารถคันนี้มัน “ใช่” สำหรับเราหรือไม่ ถ้าไลฟ์สไตล์เราบอกว่า “ใช่” แนะนำเลยครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงจุดนี้นะครับ คอมเมนท์ใด ๆก็ได้นะครับ เป็นกำลังใจให้ผมรู้ว่าไม่ได้เขียนอยู่คนเดียว^^ ขอบคุณครับ
Golfy

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *